
หน้าที่ของมนุษย์ มีบางคนเคยสงสัยบ้างมั้ย เราเกิดมากันทำไมกัน ขยันเรียนแข่งขันกันเรียนให้จบสูงๆ เพื่อจะให้ได้งานที่ดี พอได้งานที่ดีก็แข่งขันกันใช้ความรู้ความสามารถที่ได้ร่ำเรียนมา สู้กับเพื่อนร่วมงานและก็สู้กับคู่แข่ง ตื่นแต่เช้ามืดทำงานหนักทั้งวัน เวลาพักกลางวันก็รีบกินรีบเดินช๊อปปิ้ง แล้วก็กลับมาทำงานอีก แอบง่วงบ้างแต่ก็เป็นเรื่องปกติก็ฝืนทำจนเลิกงาน กว่าจะกลับถึงบ้านก็ดึกๆ พักผ่อนนอนหลับได้แป็บเดียวก็ตื่นอีกล่ะ กว่าจะหยุดก็วันเสาร์-อาทิตย์ มีเวลาว่างก็ไปเที่ยวกับเพื่อนบ้าง ไปดูหนังบ้าง มีเหงาบ้างอยู่คนเดียวก็เบื่อ ก็เริ่มมองหาคู่ชีวิต พอหาได้แล้วตกลงปลงใจก็ช่วยกันหาเงินไว้เยอะๆ วาดฝันอนาคตแต่งงาน มีลูก ซื้อรถ ซื้อบ้าน ทำทุกอย่างเพื่อให้ลูกมีความสุขที่สุด หาโรงเรียนดีๆ ส่งลูกเรียนเต็มกำลัง จนกระทั่งลูกเรียนจบ รับปริญญาพ่อแม่ก็ดีใจ ลูกก็หางานทำได้มั่นคง แล้วก็มีแฟน ก็ต้องแยกไปใช้ชีวิตกับครอบครัว กระทั่งมีลูก พ่อแม่รู้ข่าวก็สุขใจ ลูกเป็นฝั่งเป็นฝาและมีหลานด้วย ตอนนี้ตัวเองก็แก่ลงใช้ชีวิตเดียวดายกัน 2 คนตายาย นานๆ ครั้ง ลูกจะมาเยี่ยมซะที มีน้อยนะที่ลูกๆ จะอยู่กับพ่อแม่ เหมือนครอบครัวใหญ่ๆสมัยก่อน ...สังคมส่วนใหญ่เป็นแบบนั้นใช่หรือไม่ ...ลองมองชีวิตย้อนกลับไป คนเราเกิดมาเพื่อเจอกับสิ่งต่างๆ แค่นี้หรือ มันวนเวียนอยู่แค่นี้จริงๆหรือ หรือมันยังมีอะไรที่เป็นสาระในชีวิตบ้างอีกมั้ย... อันนี้เป็นคำถาม? บางคนคิดได้ เออ..มันน่าเบื่อจัง รู้สึกเบื่อล่ะ.. จึงค้นหาวิธีการต่างๆ เผื่อว่าจะมีทางที่จะหลุดออกจากวงโคจรที่ซ้ำซากแบบนี้ บางคนก็ไม่ได้คิด คิดแต่จะหาเงินๆๆ หาความสุขใส่ตัวให้เต็มที่และมองว่าชีวิตมันก็เป็นแบบนี้แหละ คิดอะไรมากมาย ทำมันทุกอย่างซะ เที่ยวซะให้พอใจ กอบโกยซิ ไม่ได้ลองทำอะไรก็ลองซะให้หมด เกิดมาจะไม่เสียชาติเกิด ...โยมเป็นคนหนึ่งที่คิดแบบนี้หรือไม่??
บางครั้ง ในบางช่วงเวลา ถ้าเราได้ลองอยู่กับตัวเองเงียบๆ เอาสมุดกับปากกาไปด้วย ไว้เผื่อนึกอะไรได้ก็จดลงไป เราจะเจอกับสัจธรรม ไม่ต้องให้ใครมาสอนเลย ตัวเองสอนตัวเองดีที่สุด สิ่งที่เราจดได้เมื่อเอามาอ่านอีกครั้ง เราจะภูมิใจมาก ว่าตอนนั้นเราคิดได้ไงเนี่ย ....... ลองออกไปหาที่พักผ่อนสงบๆบ้าง หาสถานที่อากาศดีๆ อาจเป็นทะเลที่ไม่ค่อยมีคน น้ำตก ป่ากว้าง แล้วอยู่คนเดียวนั่งนิ่งๆ สัก 20 นาที หายใจเข้าลึกๆ หลับตา ค่อยๆผ่อนคลาย ในใจไม่คิด ไม่นึก ไม่เห็นอะไร ค่อยๆ กดไหล่ลงช้าๆ ผ่อนคลายกล้ามเนื้อทุกส่วน อยู่กับอารมณ์ที่เป็นสุขนี้ไปเรื่อยๆ จนได้เวลาเราก็ค่อยๆออกจากความสุขนั้น คราวนี้ ให้เราเริ่มสังกตุสิ่งต่างๆรอบๆตัว มองหาดูชีวิตเล็กๆ ที่เดินไปเดินมาบนพื้น สังเกตุว่ามันทำอะไรของมันนะ มันกำลังจะเดินไปไหนกัน มันขนอะไรไปเยอะแยะ นั่งมองพระอาทิตย์ขึ้นๆลงๆ นั่งมองสายน้ำตกเย็นๆ ดูปลาว่ายทวนน้ำ กายก็สัมผัสกับละอองน้ำตกเย็นๆนั่น นั่งมองดูคลื่นทะเลที่สาดเอาก้อนหินใหญ่เล็ก หอย ปู ขึ้นบนฝั่ง ดูปูลมขุดหลุม นั่งมองใบไม้ร่วง ฯลฯ ธรรมชาติเหล่านี้แหละ อาจจะทำให้เราได้ข้อคิดดีๆ หรือแนวทางในการดำเนินชีวิตบางอย่าง โยมเคยลองบ้างหรือไม่ ถ้ายังลองดูนะ ...ธรรมมะได้ถูกซ่อนอยู่ในธรรมชาติไว้หมดแล้ว ทุกสิ่งอย่างที่อยู่รอบตัว สอนเราได้หมด มันคอยบอกเราอยู่เสมอ มันเตือนเราอยู่เสมอว่า ชีวิตมันไม่แน่นอนนะ ชีวิตเราสั้นนะ เราอยู่ไม่ถึงร้อยปีหรอก อย่ามองแค่เฉพาะตัวเอง หรือหาผลประโยชน์แค่ตัวเอง ลองมองอะไรรอบๆ ตัวบ้าง ลองทำอะไรเพื่อคนอื่นบ้าง ลองเอาใจใส่คนอื่นบ้าง ลองช่วยเหลือเพื่อนบ้านบ้าง ชีวิตมันจะมีความสุขขึ้นนะ ลองใช้ความรู้ความสามารถที่มีอยู่ในตัว ทำเพื่อให้คนอื่นมีความสุขก็ดีนะ ลองหยิบยื่นน้ำใจ ช่วยเหลือผู้ที่ยังขาด ก็ได้บุญกุศลไม่น้อยเลยนะ อาตมาจึงคิดว่า "การมีชีวิตอยู่เพื่อผู้อื่น มีความสุขที่สุด" โยมเห็นด้วยมั้ย...
การให้โอกาส โอกาสสำคัญมากสำหรับมนุษย์ทุกคน โอกาสที่เราจะได้พบกันได้ทำบุญร่วมกันมีน้อยมาก โอกาสที่โยมจะได้อ่านตัวหนังสือของอาตมาก็น้อยเช่นกัน ครั้งหนึ่งในชีวิตใช่ว่าจะได้พบเจอกันง่ายๆ แต่การที่จะได้เจอกัน ได้ทำอะไรร่วมกัน ได้อยู่ด้วยกัน หรือแค่เดินสวนกัน ก็แสดงว่าเราได้เคยทำบุญ-กรรมร่วมกัน เราได้เคยสร้างเหตุร่วมกันมาก่อนทั้งสิ้น...ทั้งเหตุที่ดีและไม่ดี ศาสนาพุทธของเรา สอนให้เราเป็นคนมีเหตุผล เชื่อในเหตุและผล เชื่อในผลของการกระทำ เชื่อในเรื่องบุญ-บาป เชื่อโดยใช้สมองส่วนลึกๆคิดวิเคราะห์กลั่นกรองและกระทำในสิ่งที่ถูกต้องเหมาะสม ใช่หรือไม่ ...ในครั้งนี้อาตมาได้สร้างเหตุที่ดีไว้มากมายหลายอย่าง เพื่อ ศาสนา โรงเรียน ชุมชน ประเทศชาติ ผลที่ได้จึงเกิดกับตัวโยมเองและประเทศชาติทั้งสิ้น และจะเห็นผลได้ทั้งในปัจจุบันและอนาคต จึงเข้าข่ายที่ว่า "การสร้างเหตุที่ดี ย่อมได้ผลที่ดี" ความสุขที่ได้รับไม่ต้องมองไกลเลย เพียงแค่เราซื้อน้ำเย็นๆสะอาดๆ แล้วยื่นให้ขอทาน เรามีความสุขมั้ย สุขนั่นแหละเป็นบุญ ขอทานยินดีและเต็มใจรับ นั่นยิ่งได้บุญ บุญในที่นี้คือโยมได้ช่วยคนๆนึงให้พ้นจากความทรมาน ความกระหายน้ำ บรรเทาความหิว ช่วยเค้ามีแรงต่อสู้เลี้ยงดูครอบครัวของเค้า เราไม่ได้ช่วยเค้าคนเดียว แต่ยังรวมถึงครอบครัวของเค้าด้วย นี่เป็นผลและความสุขใจจากน้ำแค่ถุงเดียว
การทำบุญ ก็มีแท๊คติกเหมือนกันนะ ทำบุญอะไร ทำบุญกับใคร ทำบุญที่ไหน ทำบุญถูกเวลารึเปล่า ทำบุญแล้วเค้าเต็มใจรับมั้ย ฯลฯ สารพัด เพราะบางครั้งทำบุญแล้วไม่ได้บุญ กลับได้บาปแทน อย่างเช่น ทำบุญโดยปล่อยสิ่งมีชีวิตต่างๆ อาตมาเคยเห็นเค้าตั้งขายแถววัด ปลาตัวเล็กตัวน้อยสารพัด ริมแม่น้ำบ้าง คลองบ้าง แล้วคนเหล่านั้นก็ไปจับ ไปหา ไปซื้อ สัตว์ต่างๆเหล่านั้น ด้วยวิธีการใดก็แล้วแต่ มาให้เราปล่อยอีก อาจมีหลายความคิดนะบ้างก็ว่าได้บุญ บ้างก็ว่าไม่ได้บุญ แต่อาตมาว่ามันติดลบนะ ไม่ได้บุญเพิ่ม เพราะสนับสนุนให้คนทำบาป ถ้าเราจะปล่อยสิ่งมีชีวิตจริงๆ ให้ไปที่ตลาดสด เดินไปที่แผงขายเลย ถ้าจะปล่อยปลาก็ไปที่แผงขายปลา เอาตัวที่เค้ากำลังจะง้างมีดฟันนั้นแหละ คือการช่วยให้เค้ารอดชีวิตหวุดหวิด และปล่อยเค้าให้เป็นอิสระ ปล่อยสู่ธรรมชาติเดิมของเค้าน่าจะดีกว่า มีอยู่ครั้งนึงอาตมาไปเดินตลาดสดเห็นแม่ค้าปลาขอดเกล็ดปลา คว้านไส้ ล้างเหงือก แล้วโยนลงกะละมัง มันยังว่ายน้ำได้ประมาณ 10 นาที แต่พอลองนึกถึงตัวเราเวลาเล็บหลุด คงจะรู้สึกไม่ต่างจากปลา แค่เล็บเดียวยังเจ็บแทบตาย นี้ปลามีตั้งกี่เกล็ดมันจะไม่เจ็บไม่ทรมานได้อย่างไร นึกเอา ลองใช้ความเมตตามองจะรู้ว่าอะไรคือความถูกต้อง เห็นแล้วอาตมาสงสารมากแต่ช่วยมันไม่ได้ ตังหมด ถ้าจะเหมาทั้งร้านคงจะหลายเงิน แต่คิดอีกทีสนับสนุนให้คนทำบาปรึเปล่า ถ้าเค้าขายหมดก็จะไปหาไปซื้อมามากกว่าเก่า แต่อาตมาก็ได้แต่แผ่เมตตาให้ปลา และแผ่เมตตาให้แม่ค้าขายปลาด้วย เพราะเค้าจะต้องเจอกับสิ่งที่ไม่น่าเจอในอนาคต ..แม่ค้าร้านขายกิ้งก่าแถวตระการพืชผลจะรู้จักอาตมาดี เค้าขายกิ้งก่าเป็นๆ 10 ตัว 20 บาท ถ้าอาตมาเห็นจะเหมาเลย ซื้อเอาไปปล่อยที่วัดสงสารมันอยู่บนต้นไม้ดีๆ จะมาอยู่ในจานซะแล้ว ใจร้ายมากคนพวกนี้ สัตว์น่ารักพวกนี้ไม่ใช่อาหารซะหน่อย สิ่งเหล่านี้จึงเป็นแรงผลักดันให้เกิดการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ การปล่อยปลาคือการแก้ไขกันที่ปลายเหตุ ใช่หรือไม่ เราช่วยชีวิตเค้าได้เพียงครั้งคราว แต่ทางที่ดีถ้าจะช่วยชีวิตเค้าจริงๆ ต้องตัดวงจรการกินจะดีที่สุด หยุดวัฏจักรการฆ่าโดยการไม่กิน สัตว์ก็จะลดจำนวนการตายน้อยลง เท่ากับเราได้รักษาศีลข้อที่ 1 ของพุทธเจ้าไว้ได้เป็นอย่างดี งงมั้ย?? ..พระพุทธเจ้าสอนว่าห้ามฆ่าสัตว์ อันนี้เป็นศีลเบื้องต้น รักษาไว้แค่ 5 ข้อ จะรักษาโลกได้ ศีลแค่ข้อที่1ไม่ฆ่าสัตว์ ถ้าทุกคนนับถือพุทธศาสนาทั้งโลก และเชื่อฟังคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าอย่างเคร่งครัด จะเกิดอะไรขึ้น? เมื่อในโลกนี้ทุกคนไม่ฆ่าสัตว์ เราจะได้กินสัตว์ตามท้องตลาดมั้ย?? คิดต่อไปอีก เมื่อในโลกนี้ทุกคนไม่กินสัตว์ สัตว์มันจะถูกฆ่ามั้ย นั่นก็เท่ากับว่าเราช่วยให้เค้ารอดจากความตายอย่างถาวร นี่คือการแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ เค้ามีกรรมมากพอแล้วจึงเกิดเป็นสัตว์ โยมยังไปตัดวงจรของเค้าอีก เค้าก็ใช้กรรมไม่หมดซะที โยมเห็นด้วยอย่างนี้รึเปล่า?? เพิ่มเติม
...บทบาทความน่าเชื่อถือของพระในสังคมปัจจุบันลดลงหรือน้อยลงหรือไม่?? ให้โยมลองนึกดู พระก็เคยเป็นโยมมาก่อน โยมก็อาจจะเคยเป็นพระมาก่อน แต่ในขณะนี้ พระก็คือพระ พระถูกครอบอยู่ในกฏของพระ โยมก็คือโยม ถูกครอบอยู่ในกฏของโยม แต่ทั้งพระทั้งโยม ถูกครอบอยู่ในกฏแห่งกรรมทั้งสิ้น ฉะนั้นไม่ว่าใครก็ตามที่ทำชั่ว หลักเกณฑ์บทลงโทษย่อมเหมือนกัน แต่พระย่อมได้รับโทษมากกว่า เพราะพระต้องเป็นผู้รู้ว่าอะไรคือชั่ว เมื่อรู้แล้วว่าชั่วยังทำ โทษเป็น2เท่า ฉะนั้นกรรมเที่ยงตรงโยมไม่ต้องสงสัยเลย ถ้าโยมสังเกตุจากข่าวพระต่างๆ 100 ข่าว จะมีดีไม่ถึง 2 ข่าว นอกนั้นมันออกมาแต่ในแง่ลบ เพราะข่าวในแง่ดี ขายไม่ค่อยได้คนฟังแล้วหูไม่ผึ่ง ตาไม่โต ชอบกันนักจับผิดคนอื่น เห็นคนอื่นได้รับทุกข์ เห็นเค้าตายไปต่อหน้ามีความสุข จิตใจคนเราตอนนี้วิปริตสุดๆ ได้ข่าว พระชื่อดังทำสีกาท้อง พระมั่วสุมเสพเมถุน พระให้เณรอมนกเขา บุกจับซีดีลามกในกุฏิพระชื่อดังแห่งหนึ่งฯลฯ พระที่ชื่อดังซวยทุกงาน ไม่มีหรอกข่าวดีๆ โอ้ว!!พระเจ้า พระทำเพื่อคนอื่น พระนั่นนี่ทำเพื่อสังคม พระโน่นทำเพื่อชาติ น่ายกย่องจังเลย.. ใครเค้าจะมาอนุโมทนาสาธุ น้อยมากๆที่จะนึกถึง เพราะในจิตใจคนส่วนใหญ่ตอนนี้ เห็นแก่ตัว 80% อีก 20% เมตตา การเห็นใจ ความรัก การเสียสละ และสิ่งที่ต้องกระทำความดีอีกประมาณ ร้อยแปดสิบกว่าอย่างหรืออาจมากกว่านั้น ก็ซอยๆเอาว่าใน20%ที่เหลือจะได้อย่างละกี่เปอร์เซนต์ ฉะนั้นไม่ว่าพระจะดีหรือไม่ดีก็แล้วแต่ การทำบุญกับพระ ยังเป็นสิ่งที่ต้องทำ ถึงวัดแถวๆบ้านของโยม พระจะไม่เอาไหนเลย ไม่เห็นเอาเงินไปทำอะไรเลย ไม่เห็นสร้างอะไรให้เห็นเลย ไม่เห็นเกิดความเปลี่ยนแปลงอะไรในวัดเลย แต่อย่างน้อยๆ เราก็ยังช่วยให้มีพระคงอยู่ มีวัดคงอยู่ มีศาสนาพุทธคงอยู่ ใช่หรือเปล่า ถ้าเราไม่ทำบุญล่ะจะเกิดอะไรขึ้น ก็จะไม่พระสงฆ์ ไม่มีวัด ไม่มีศาสนาพุทธ ใช่หรือไม่ คิดแค่นี้ก็พอ จงสร้างใจที่เป็นสุขกับการให้ เราก็ได้บุญ ในขณะที่เราควักกระเป๋าหยิบเงิน ให้รีบควัก ถ้าจะโอนเงินทำบุญให้รีบโอน ถ้ามัวแต่ลังเลสงสัย จะทำดี ไม่ทำดี จนเกิดความรู้สึกเสียดายเงินที่จะทำบุญ เราจะไม่ได้อะไรเลย เพราะในโลกนี้มีสองสิ่งที่สุดขั้วอยู่ร่วมกันเสมอ เช่น ความมืดถูกซ่อนอยู่ในความสว่าง ความเจ็บ ซ่อนอยู่ในความไม่เจ็บ ความชั่วซ่อนอยู่ในความดี ฉะนั้นคนดีกับคนร้ายก็จะปนๆกันอย่างนี้แหละ แต่ถ้าเรามีโอกาสได้ทำบุญกับพระที่เป็นส่วนดี พระเหล่านั้นจะนำเงินทำบุญไปทำประโยชน์กับสังคมทั้งสิ้น
1.สร้างวัด วัดเป็นสถานที่ในการประกอบพิธีกรรม พิธีกรรมมีส่วนช่วยให้เกิดบุญกุศล เราเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้เกิดสถานที่ในการทำพิธีกรรมขึ้น ถ้าไม่มีเราเค้าก็ทำพิธีไม่ได้ เท่ากับว่าเราก็ได้บุญกุศล วัดเมื่อก่อสร้างแล้วย่อมทรุดโทรมได้ตามกาลเวลา จึงต้องมีการบูรณอยู่เป็นประจำหยุดไม่ได้ ฉะนั้นการทำบุญสร้างวัดแล้ว จึงต้องควรติดตามทำบุญเพื่อบูรณะวัดด้วย
2.สร้างคน แต่เดิมวัดจะเป็นผู้อบรมสอนวิชาต่างๆ พระสอนเด็กๆ เด็กนักเรียน พระเป็นผู้สอนชุมชน พระดูแลสุขทุกข์ทางใจ และพัฒนาจิตใจของคนให้สูงขึ้น หากเด็กๆเล็กๆ ได้อยู่กับวัด อยู่กับพระ และพระก็ช่วยในกระบวนการพัฒนาต่างๆกับเด็ก ก็จะเกิดข้นตอนในการแก้ปัญหาที่ "ใจ" ปัญหาสังคมในปัจจุบันแย่ๆ จะลดลงได้
3.สร้างงาน พระปัจจุบันมีความรู้และเก่งไม่น้อย เพราะพระมีเวลามากกว่าโยม ได้สำรวจหมู่บ้านทุกเช้าขณะบิณฑบาต และได้สังเกตุอะไรหลายๆอย่างที่โยมมองไม่เห็น และพระก็มีเวลาคิด ฉะนั้นพระจึงมีโปรเจ็คในการพัฒนาที่ดีกว่าใครหลายๆคน ฉะนั้นพระที่คิดไกลจึงควรที่จะส่งเสริมชุมชนในทางที่ถูก โดยการสอนศาสตร์และความรู้ต่างๆ เพื่อให้ชุมชนนั้นอยู่รอด พึ่งตัวเองได้ และเป็นที่มาของอาชีพและรายได้สำหรับเลี้ยงดูครอบครัว ไม่ใช่การส่งเสริมให้คนหลงงมงายในสิ่งต่างๆ เช่นหวยหรือวัตถุ ฯลฯ พระจำนวนไม่น้อยที่อยากตอบแทนข้าวน้ำที่โยมนำมาถวายทุกเช้า ทุกเพล จึงเกิดโครงการพัฒนาขึ้นมากมาย สังเกตุได้จากแต่ละวัดที่อยู่ในเว็บไซต์ จะเห็นว่าเป็นวัดที่ไม่ได้อยู่เฉยๆ วัดที่รอแบมือขอเงินโยมอย่างเดียว ไม่ช่วยเหลืออะไรชาวบ้านเลยซักอย่าง จะไม่มีโอกาสเข้ามาอยู่ในเว็บไซต์วัดอีสาน.คอมเป็นแน่ อาตมาเชื่ออย่างนั้น
4.เริ่มกระบวนการพัฒนา เมื่อระดมความคิดกันแล้ว จึงเกิดกระบวนการในการ สร้างชุมชนให้มั่นคงแข็งแรง ทั้งจิตใจ และเศรษฐกิจ อาตมาขอเรียกสิ่งเหล่านี้ว่า พันธกิจ TDC Plan (วัดเป็นศูนย์กลางในการพัฒนา) ไม่จำเป็นต้องเป็น ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน นายอำเภอ ส.ส. นายก แต่เป็นหน้าที่ของทุกคนที่อยู่บนแผ่นดินนี้ พระก็เป็นคนๆ เหมือนกัน ไม่ได้ลอยมาจากสวรรค์ อยู่บนดินนี่แหละ กินและใช้สิ่งต่างๆในธรรมชาติเท่าๆกัน ฉะนั้นพระก็เป็นหนี้แผ่นดินเหมือนกัน ฉะนั้นนี่ก็คือหน้าที่ของพระ จะบอกว่าพระก็อยู่ส่วนพระไม่ได้ และอาตมาก็ไม่รอให้เสียเวลา คิดอะไรได้ทำเลย ไม่ต้องนั่งประชุมระดมความคิดเป็นร้อยเป็นพันคน ดิสคัสกันทั้งวันไม่เห็นเป็นตัวงาน มีแต่อวดภูมิประชันแข่งขันทางด้านความคิด ฉันนั้นนี่ซึ่งร้อยคนก็ร้อยความคิด และยิ่งเป็นความคิดของผู้มีตำแหน่งหน้าที่ ถ้าคิดเพี้ยน ทิศทางในการพัฒนาก็จะเพี้ยนตามทันที อาตมาไม่ได้มองในแง่ลบนะ ส่วนใหญ่เป็นแบบนั้นจริงๆ ความคิดใครๆก็คิดได้ แต่ใครจะลงมือทำเป็นคนแรก อาตมาเองไม่ต้องการขั้นตอนที่เสียเวลาเหล่านั้นจึงลัดขั้นตอนสู่การปฏิบัติจริงที่ง่ายและเร็ว ทำลงไปก่อนส่วนหนึ่ง แล้วทำเสริมทีละขั้น แต่ลำพังกำลังของคนเพียงคนเดียวทำไม่สำเร็จแน่ จึงต้องการการสนับสนุนจากหลายๆ ฝ่าย รายละเอียดเพิ่มเติม
...วันนี้ ลองมองย้อนกลับไปตั้งแต่เราเริ่มจำความได้ โยมสร้างเหตุที่ดี หรือความดีอะไรไว้บ้าง เป็นจำนวนเท่าไหร่ เป็นเหตุที่ไม่ดีหรือความเลวเท่าไหร่ และเหตุที่ไม่ดี ไม่เลว เท่าไหร่ ให้แยกไว้ต่างหากก่อน นำความดีและความเลวทั้งสองอย่างมาชั่งตราชั่ง อย่างไหนหนักกว่ากัน เพียงแค่นี้ก็เดาโลกอนาคตได้แล้วว่า เราจะต้องเจอกับอะไร ไม่ต้องไปหาหมอดูที่ไหนทำนาย ไม่ต้องโทร1900 1900 xx ดูดวงให้เสียเงิน เราทำนายอนาคตตัวเราเองได้แม่นยำที่สุด จริงมั้ย ความดีที่เราสร้างคุ้มแล้วหรือยังกับชีวิตที่เกิดมาอยู่บนโลกไม่ถึงร้อยปี ความดีที่เราสร้างจะเพียงพอมั้ยสำหรับโลกอนาคต เราโชคดีนะที่เกิดเป็นคน มีสมองคิดได้ มีร่างกายครบสมบูรณ์ ตอนนี้มีชีวิต มีงาน มีเงิน มีแรง ให้รีบทำ ก่อนที่จะไม่มีชีวิต ไม่มีงาน ไม่มีเงิน ไม่มีแรง แล้วถึงเวลานั้นเราจะเสียดายเวลาและเสียใจที่สุด ที่เรามีโอกาสแต่เราไม่ได้ใช้โอกาสและมองข้ามโอกาสนั้น อย่ามองว่าการทำบุญต้องทำเฉพาะตอนแก่ เข้าวัดต้องเข้าตอนแก่ เพราะอนาคตเราไม่รู้ว่าจะได้อยู่ถึงตอนแก่หรือเปล่า จริงมั้ย
ชีวิต เปรียบเหมือนสายป่าน เหมือนเรากำลังยืนเล่นว่าวที่หน้าผาสูงชัน มีลมพัดเย็นๆ สม่ำเสมอ ลมแรงบ้าง ลมโชยบ้าง แต่ก็มีลม ได้จังหวะเราก็ปล่อยว่าวให้ลอยสูงขึ้นเรื่อยๆ ผู้ที่มีสายป่านยาวก็มีโอกาสที่ว่าวของตนจะติดลมบน และถ้าสายป่านยาวพอว่าวก็ลอยขึ้นไปได้สูงอีก ขึ้นไปอยู่ลมบนอีกขั้น ลอยค้างอยู่บนนั้นได้นานเลย แต่สำหรับผู้ที่มีสายป่าน สั้น โอกาสที่ว่าวจะติดลมบนก็น้อย แต่ถ้าเค้าวิ่งล่ะ วิ่งเร็วขึ้นๆ ว่าวนั้นก็มีโอกาสติดลมบนได้เช่นกัน แต่มันก็ไม่แน่เสมอไปนะ ในทางกลับกัน หากผู้ที่มีสายป่านยาว คือมีอายุยืน แต่ในขณะที่มีชีวิตสร้างกรรมไว้มาก ไม่เคยช่วยเหลือใคร ไม่เคยทำบุญ ทำทาน ไม่รู้จักการให้ กรรมเหล่านั้นจะพอกหางว่าวหนักขึ้นๆ ว่าวนั้นก็จะตกสู่เหวลึก ลึกไปเรื่อยๆ ตามความหนักของกรรมที่ก่อไว้ แต่ถ้าคนอายุน้อย พยายามสร้างบุญทั้งแรงกายและแรงอย่างอื่น กรรมดีเหล่านั้นจะหนุนนำคนๆนั้นให้ขึ้นสูงจนติดลมบนได้เช่นกัน ฉะนั้นการเร่งทำความดีจึงไม่เกียวกับอายุเลย วัยไหนก็ทำได้ จริงมั้ย ที่อาตมาเปรียบเทียบว่าวโยมเข้าใจมั้ยว่าคืออะไร บางคนเข้าใจ บางคนไม่เข้าใจ ถ้าอย่างนั้นอธิบายเพิ่ม สายป่านคือ อายุ ว่าวคือโยม ลมบนคือโลกหน้าที่สงบสุข ผู้ที่มีอายุยังน้อย อาตมาไม่ได้ว่าอายุสั้นนะ อายุน้อยคือช่วง วัยรุ่น วัยทำงาน วัยกลางคน รู้จักหน้าที่ รู้จักสร้างเหตุที่ดี อาจจะไม่ช่วยด้วยเงิน แต่ช่วยด้วยแรง นั่นก็ได้บุญเหมือนกัน ฉะนั้นอายุยังน้อยนี่แหละดีที่สุด มีปัญญา มีแรง มีเงิน จงใช้ประโยชน์จากสิ่งที่เรามี ทำเพื่อตัวเองจริงๆซักที เพราะที่ผ่านมาเราทำเพื่อคนอื่นทั้งสิ้นนะ บางคนเรียนสูงจนถึงระดับ Dr. แต่ก็คือลูกจ้างเค้าคนนึง แข่งกันเรียนเพื่อที่จะเป็นลูกจ้างเค้า ทำงานแทบตายก็ทำเพื่อให้เค้าได้ประโยชน์ เงินจากผลกำไรจึงมาเป็นเงินเดือน แต่ก็ภูมิใจเหลือเกินกับตำแหน่งที่เค้าสร้างไว้หลอกๆ ไม่มีอะไรจริงเลย แต่เรามองไม่เห็นเพราะเค้าให้ค่าตอบแทนมาเป็นเงินนี่สิ โยมถึงยอมลำบากร่ำเรียน ยอมเหนื่อยยอมทนทำงานถวายหัว จนลืมอะไรไปหลายอย่างว่า เรายังไม่ได้ทำอะไรเพื่อตัวเองเลยนี่ เรายังไม่รู้จักหน้าที่จริงๆของตัวเองเลย เรามองมันไม่ออก มองไม่เห็น เพราะกรรมมันบังตาไว้ อาตมาพูดแรงไปมั้ย บางคนคิดว่าทำงานหนักเพื่ออนาคตที่ดีข้างหน้าจะได้มีความสุข ที่มองได้แบบนั้นเพราะเค้าใช้ตาเนื้อมอง ถ้าเค้าใช้บางสิ่งมองเค้าจะเห็นไกลกว่านั้น เมื่อใช้ตาเนื้อมองก็จะหลุดไปอยู่ในวัฏจักรแห่งชีวิต อยากมีอนาคตดี มั่นคง ต้องทำประกันชีวิต ถ้าเราเป็นอะไรไป ครอบครัวก็ไม่ลำบาก ยังไงก็มีเงินใช้ลูกๆก็จะได้เรียน ครอบครัวเราได้เงินใช้บ้าง การทำประกันชีวิตเป็นการช่วยคนอื่นที่อยู่ข้างหลัง ซึ่งนั้นก็เป็นสิ่งที่ดี แต่โยมก็ยังไม่ได้ทำอะไรให้ตัวเองอยู่ดี เพราะในขณะที่โยมตายไปแล้ว หมายถึงกรรมการเป่านกหวีดหมดเวลาให้วางมือทุกอย่าง เราหมดโอกาสสร้างบุญและบาปแล้ว ต่อไปนี้เป็นผลตัดสินว่าโยมจะแพ้หรือชนะ กรรมการเค้าใช้หลักในประมวลผลอะไร มีใครรู้มั้ย กรรมการใช้เพียง อย่างเดียวเท่านั้นคือ "ผลบุญ" ประมวลผลจากที่โยมได้สร้างไว้ก่อนตายนั่นเอง ฉะนั้นสิ่งที่จะทำให้โยมเป็นผู้ชนะ ได้รับความสุขในโลกอนาคต คือ บุญ เท่านั้น อ่านเพิ่มเติม
โลกในปัจจุบันใกล้แล้วที่จะอยู่ยาก ถ้าโยมสังเกตุให้ดี ภัยธรรมชาติแปลกๆ โรคแปลกๆ การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ การตายหมู่ นับวันยิ่งเพิ่มมากขึ้นทุกวัน นี่เป็นเพราะโลกข้างล่างเริ่มปะทุแล้วเพราะเกินลิมิต หน่วยกวาดล้างและเก็บกวาดเริ่มแยกคนสองประเภทออกจากกัน แล้วโยมจะแน่ใจได้อย่างไรว่าจะไม่ตกเป็นหนึ่งในสถานการณ์นั้นๆ ลองไล่ย้อนไปสามสี่ปีนะ โรคซาร์ สึนามิ แผ่นดินไหวในประเทศไทย ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ทางภาคใต้ สภาวะโลกร้อน และก็ลามมาถึงโรคที่เกิดกับสัตว์ที่มีผลร้ายกับคน เช่นไข้หวัดนก ปากเท้าเปื่อย มีเกิดขึ้นมากมายและเพิ่มจำนวนโรคแปลกๆขึ้นเรื่อยๆ โรคจากสัตว์เป็นอันตรายกับคน เพราะคนนำสัตว์เหล่านั้นมากินเป็นอาหาร สิ่งต่างๆเหล่านี้แหละเป็นตัวบอกเหตุ เป็นสัญญาณเตือน ถ้าเราเชื่อในเรื่องตายแล้วเกิด โยมจะรีบทำทุกอย่างที่ไม่อยากจะลงมาเกิดอีก เพราะไม่อยากพบเจอกับความสกปรกและ ความเลวร้ายของในโลกอนาคต โยมจะเร่งสร้างบุญเก็บตุนไว้ในกระเป๋าเดินทางของโยมจนแน่น เมื่อโยมคิดว่ามากพอแล้ว โยมก็พร้อมแล้วที่จะดับอย่างสบายใจ ...เชิญเลย! เมื่อไหร่ก็ได้ พร้อมเสมอสำหรับการตาย พร้อมแล้วที่จะดับอย่างมีสติ การที่เราสร้างเหตุไว้เพียงพอ จะทำให้เราไม่กลัวสิ่งใดๆแล้วในโลกนี้ และเหตุเหล่านั้นจะทำให้โยมอยู่ข้างบนได้นานนนนน นานจนอาจจะพ้นจากโลกในช่วงที่วิกฤตที่สุด เลวร้ายที่สุด และก็จะเจอกันอีกครั้งในโลกที่เพียบพร้อม เต็มไปด้วยความสงบสุข เต็มไปด้วยความสว่างไสวก็อาจเป็นได้ จริงหรือไม่ และขั้นตอนในการก้าวให้ถึงเป้าหมายเหล่านั้น ก็มีกระบวนการหลายอย่าง หนึ่งในนั้นคือการใช้แรงเป็นทานจึงได้เกิด พบอ.ขึ้น
เกี่ยวกับพุทธบุตรอุปถัมภ์ (พบอ.)

ฉะนั้นเรามีเวลาเหลือน้อยเต็มทีในการทำความดีอะไรสักอย่าง การทำความดีนี้การที่เราเป็นคนดีมันก็ดีสำหรับตัวเองแต่เพียงอย่างเดียว แต่ถ้าเราเป็นคนดีด้วยและช่วยเหลือสังคมด้วย จะยิ่งเป็นประโยชน์ต่อสังคมส่วนรวม ต่อประเทศ นั้นถือว่าเราคุ้มแล้วที่เกิดในชาตินี้ เราจะสั่งสมบุญเหล่านี้ต่อไปอย่างไม่ย่อท้อจนกว่าจะถึงวาระสุดท้ายของชีวิต อาตมาจึงประกาศตามหาพุทธบุตรเพื่ออุปถัมภ์ชุมชนบ้านเกิดของตนเอง อาตมาขอเรียกสั้นๆว่า (พบอ.) อาตมาเปิดโอกาสให้ พบอ.แสดงความสามารถของตนเองในทางที่ถูก ได้ใช้ความรู้ความสามารถทำประโยชน์เพื่อชุมชนอย่างจริงจัง จุดเริ่มต้นในครั้งนี้จะเกิดขึ้นในชุมชนเล็กๆของภาคอีสาน ซึ่งเป็นชุมชนบ้านเกิดของเหล่าพุทธบุตรเอง และในอนาคตข้างหน้าเราจะได้เห็นซึ่งความเปลี่ยนแปลง ของวัด ศูนย์เด็ก โรงเรียน และชุมชน ในทางบวก เพราะเหล่า พบอ.ได้เปิดโอกาสให้คนทั้งโลก ได้เข้าถึงพวกเค้าเหล่านั้นโดยตรงด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศ กระบวนการพัฒนาช่วยเหลือหรือสิ่งต่างๆ จึงเกิดขึ้นจากจุดนี้ เพราะอาตมามีความเชื่อมั่นว่า ในโลกนี้ยังมีคนที่มีจิตเมตตาและใจบุญเป็นจำนวนมาก ทั้งยังองค์กรการกุศล บริษัทเอกชน ต่างๆ แต่เค้าเหล่านั้นไม่รู้จะทำบุญกับใครที่ไหนจึงจะเป็นประโยชน์มากที่สุด และอีกด้านหนึ่งก็มีคนที่รอให้ทำบุญอยู่เป็นจำนวนมากเช่นกัน แต่เค้าเหล่านั้นไม่รู้ว่าจะบอกกับใคร อย่างไร ว่าขาดสิ่งใด สาเหตุเหล่านี้... อาตมาจึงได้สร้างสะพานเชื่อมบุญ เพื่อให้เค้าเหล่านั้นได้เจอกัน โดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ อินเตอร์เน็ตเข้าช่วย ผลที่ได้ คือเว็บไซต์แห่งการให้โอกาสแห่งนี้ ในชื่อวัดอีสาน.คอม
ในปีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา พบอ.ได้ทำหน้าที่ของมนุษย์ที่มีความกตัญญูรู้คุณแผ่นดิน เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลให้ในหลวงของเรา อาตมาคิดว่าผลจากการกระทำในครั้งนี้ เราอาจจะมีโอกาสได้เห็นภาพในหลวงทรงแย้มพระสรวลอีกครั้ง กระบวนการหรือสิ่งต่างๆที่ พบอ. จะได้ลงมือทำในอนาคตข้างหน้า เมื่อคิดให้ดีแล้วเป็นงานของศาสนา เป็นงานของภาครัฐ เป็นงานของประเทศ ซึ่งแต่ละงานคืองานพัฒนาคนที่เกี่ยวโยงถึงกันทั้งหมด ซึ่งไม่ได้เป็นหน้าที่ของใคร หรือหน่วยงานหนึ่งใดแบบเฉพาะเจาะจง แต่เป็นหน้าที่ของมนุษย์ที่ต้องปฏิบัติกับมนุษย์ด้วยความเมตตา ซึ่งผลตอบแทนที่เหล่า พบอ. จะได้รับ ไม่ใช่รูปแบบของเงินทองหรือสิ่งมีค่าใดๆ หากแต่เป็นความสุขทางใจ ที่ครั้งหนึ่งในชีวิต เราได้สร้างชุมชนให้เข้มแข็งด้วยมือตัวเอง เมื่อชุมชนหลายๆ ชุมชนเข็มแข็ง ก็จะทำให้สังคมและประเทศชาติเข้มแข็งตามไปด้วย ซึ่งอาตมาเชื่อแน่เหลือเกินว่า การใช้แรงกาย แรงความคิด แรงความพยายามของเหล่าพบอ.ในครั้งนี้ อาตมาขอยกเครดิตให้เป็นงานของศาสนา เพื่อที่จะให้พบอ.ทุกคน ได้รับบุญอย่างเต็มที่ เพราะนี่เป็นส่วนหนึ่งของงานสืบสานพุทธศาสนาให้คงอยู่ถาวรสืบต่อไปอย่างมั่นคง เพราะเราได้มุ่งเน้นการแก้ไขในต้นเหตุแห่งปัญหา เพราะปัจจุบันศาสนาทุกศาสนา ต้องรับภาระแก้ไขปัญหาของคนมามากแล้ว และในการร่วมแรงร่วมใจเพื่อแก้ปัญหาคนที่ต้นเหตุนี้ เป็นการลดภาระเกี่ยวกับคน สังคม สิ่งเหล่านี้จะเป็นพลวัตรปัจจัยที่ทำให้ พบอ.ทุกคนได้รับความสุขทั้งในโลกนี้และโลกหน้าอย่างแน่นอน
บัดนี้ภาระหน้าที่ ที่หนักหนารอ พบอ.อยู่ ในครั้งนี้ถือว่าเราทำตัวอย่างที่ดีให้กับคนอื่นๆได้เห็นและปฏิบัติตาม เป็นการทำความดีเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่ในหลวงของเรา เนื่องในปีมหามงคลทรงพระชนมพรรษา 80 พรรษา 80วัด 80ศูนย์เด็ก 80โรงเรียน 80ชุมชน ในภาคอีสาน จะได้รับการพัฒนาในทางที่ถูก สามารถช่วยเหลือตนเองได้ จากทรัพยากรและสถานที่ท่องเที่ยวในชุมชน ชุมชนจะอยู่ได้บนความสามารถของตนเอง ตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง อาตมาเชื่อแน่ว่าจะมีจำนวนมากกว่านั้น แต่ในช่วงเริ่มต้นนี้ อาตมาขอให้พุทธบุตรอุปถัมภ์อย่างน้อย 1คน มีหน้าที่จะต้องดูแล ชุมชนของตนเอง นั่นคือวัด ศูนย์เด็ก โรงเรียน ในช่วงแรกอาตมา อยากเห็นความเปลี่ยนแปลงกับส่วนที่ขาดแคลนก่อน หากพบอ.เห็นวัด ศูนย์เด็กเล็ก โรงเรียนใดที่น่าช่วยเหลือ หรือชุมชนที่น่าส่งเสริม ให้พบอ.เข้าไปช่วยเหลืออุปถัมภ์เค้าเหล่านั้นก่อน จากนั้นค่อยขยายไปสู่แหล่งที่พอมี
เว็บไซต์วัดอีสาน.คอม เกิดได้เพราะโยมป้าและโยมพ่อของอาตมา อาตมาได้มีโอกาสมาบวชที่วัดในแถบภาคอีสาน เพราะโยมป้าและโยมพ่อของอาตมาเป็นคนอีสาน แต่กว่าอาตมาจะมาบวชได้ ก็มีข้อแม้หลายอย่างเหลือเกิน เล่นเอาโยมป้าโยมพ่อปวดหัวเลย อะไรบ้างก็อยู่ในหนังสือดูเอาเอง อาตมาเริ่มบวชเมื่อ 5 มีนาคม 2550 ผ่านมาไม่นานนี่เอง แต่ได้มีโอกาสได้สัมผัส ได้เห็นความเป็นมา เห็นความแตกต่าง ทั้งทางวัฒนธรรม และสภาพสังคม เป็นอะไรที่ตื่นเต้นมากสำหรับคนกรุงเทพคนหนึ่ง อาตมาชอบถ่ายรูป จึงถ่ายรูปเก็บไว้ทุกช๊อตเพราะทุกสิ่งที่อาตมาเจอ หาไม่ได้จากสังคมในกรุงเทพฯ อาตมาไม่เคยเห็นความผูกพันระหว่างหมู่บ้าน วัด โรงเรียน ความสัมพันธ์แบบนี้มันมีความเหนียวแน่นและกลมเกลียวกันมากๆ ชาวบ้านที่นี่เคารพพระมาก แม้แต่เงาที่ทอดลงพื้นเค้าก็ยังไม่เดินเหยียบ พระเดินผ่านก็จะหยุดเดิน หยุดคุย ผู้หญิงก็จะนั่งลงพนมมือ มีอยู่ครั้งนึง อาตมาอยากจะได้ผักทำอาหารฉันเลยเดินตลาดนัดวันอาทิตย์ที่หน้าวัด ที่ต้องทำอาหารฉันเองเพราะอาตมาฉันแต่ผัก คนที่นี่ทำไม่เป็น พอเดินไปไหน คนเดินซื้อของหยุดนั่งลงกันเป็นคลื่นเลย เลยบอกกับตัวเองว่าไม่เดินตลาดแล้วสงสารโยม กลัวจะไม่ได้ซื้อของเพราะมัวแต่นั่ง นึกๆแล้วขำเนอะ แต่ในกรณีเดียวกันถ้าเป็นกรุงเทพฯ พระต้องกระโดดหลบโยมจนจีวรแทบจะปลิวเลย เค้าไม่สนใจพระหรอกมีแต่ว่าพระมาทำอะไรที่นี่ นึกไปมันก็จริงเนอะเรามาทำอะไรหว่า แต่ถ้าไม่จำเป็นจริงๆก็ไม่อยากมาหรอก เพราะจำเป็นถึงมาจะสังเกตุ พระหลายๆคนไปซื้อของที่โน่นที่นี่ เพราะท่านเหล่านั้นจำเป็นที่จะต้องใช้ของเหล่านั้น และไม่มีโยมให้วานได้ ถึงมีก็มักจะซื้อของมาผิดเสมอเลย เป็นเหตุให้ต้องไปเอง ฉะนั้นถ้าเจอพระก็ควรที่จะหลบๆหน่อยนะ อย่าให้แพ้คนอีสานที่การศึกษาน้อย แต่เมื่อมองดูแล้ว สภาวะจิตใจเค้าสูงกว่าคนในกรุงเทพฯ มากๆ ทั้งๆที่การศึกษาคนส่วนใหญ่ไม่สูงแค่ป.4 เป็นอะไรที่น่าค้นคว้ามากว่าเกิดจากสาเหตุใด ถ้าเอาความบริสุทธิ์ทางสภาพจิตใจมาแลกเป็นวุฒิการศึกษาได้ อาตมาให้ ปริญญาเอกเลย สิ่งเหล่านี้ก็อาจเป็นข้อสรุปได้ว่า ระดับการศึกษาที่สูง ไม่ช่วยให้สามารถยกระดับจิตใจของคนให้สูงตามได้ ใช่หรือไม่ พออาตมาเริ่มศึกษาประเพณีทางอีสานก็พบอะไรที่น่าสนใจมากมาย ก็พอเริ่มจะเข้าใจว่าสาเหตุเหล่านี้แหละเป็นที่มาของ ความบริสุทธิ์ทางจิต ความซื่อสัตย์ การปฏิบัติตัวการวางตัวได้อย่างดีฯลฯ การปลูกฝังตั้งแต่ยังเล็ก โดย ปู่ ย่า ตา ยาย การได้มีโอกาสอยู่กับวัด อยู่กับพระ ความอบอุ่นทางจิตใจความอบอุ่นทางครอบครัวส่วนใหญ่ที่นี่มีพร้อมแทบจะเต็มร้อยเลย แต่คนส่วนมากยังยากจนอยู่เพราะมีอาชีพหลักทำนา จะได้เงินก็แค่ปีละครั้ง บางทีปีนั้นก็ไม่ได้ถ้าฝนไม่ตก น้ำท่วม จึงต้องมีอาชีพเสริมนอกจากการทำนา ได้เงินบ้างนิดหน่อย เท่าที่สอบถามได้เงินดีมั้ยทำนาเนี่ย เค้าก็ตอบว่า "ค่าแรงคน ค่าข้าวเลี้ยงคนที่มาช่วยทำนา ค่าปุ๋ย ค่ายา แทบไม่คุ้มกับเงินที่ขายข้าวเลย ครูบา" เมื่อรายได้ไม่พอเค้าก็หาอาชีพเสริมต่างๆ ทำจากภูมิปัญญาเค้าเอง ขายได้ก็มีคนมารับเองบ้าง ทำขายตามศูนย์ส่งเสริมการตลาดต่างๆ ขายได้บ้างไม่ได้บ้าง เพราะคนผ่านไปมาน้อย นี่เป็นส่วนหนึ่งของสภาพสังคมในชุมชน แต่ถ้าสำรวจให้ดีจะพบคนเก่งและมีความสามารถเยอะแยะเลย ทางด้านก่อสร้าง ทางด้านบริการอะไรต่างๆ ทรัพยากร สถานที่ท่องเที่ยว สิ่งเหล่านี้สามารถช่วยเค้าได้ทั้งสิ้นเลย แต่เค้าอาจจะไม่เข้าใจกระบวนการ ฉะนั้นเราต้องส่งเสริมที่กระบวนการ ถูกมั้ย
ดูเรื่องของเด็กๆกันบ้าง วัดมีศูนย์เด็ก่อนก่อนเกณฑ์ทุกที่ วัดละ 1ศูนย์ บางศูนย์ได้งบประมาณจากอบต. บางศูนย์ได้งบประมาณจากวัด วัดก็ได้มาจากการบริจาค แต่งบประมาณที่ได้ก็น้อยมากสำหรับการพัฒนาคน จึงต้องมีการส่งเสริมที่จุดนี้ด้วย แต่พอเด็กๆโตขึ้น เรียนจบแล้ว ส่วนใหญ่ไม่เกิน ม.6 ก็ต้องออกไปหางเงินช่วยครอบครัว แหล่งเดียวที่จะออกไปหาเงินได้คือ กรุงเทพฯ แดนศิวิลัยที่พวกเค้ามอง และต้องมุ่งไปให้ได้ เหมือนกันกับคนกรุงเทพฯมองหางานทำที่เมืองนอก แต่คนเมืองนอกกลับมองเราเหมือนแมงสาป เช่นเดียวกับที่คนกรุงเทพฯมองคนต่างจังหวัดและดูถูกคนเหล่านั้น เพราะสังคมถูกกำหนดค่าของคนด้วยวุฒิการศึกษา ม.3-6 จะเป็นอะไรได้ งานใช้แรงทั้งสิ้น อะไรบ้างล่ะ หนุ่มสาวโรงงาน แม่บ้าน ยาม คนสวน เด็กปั้ม เด็กเคาน์เตอร์เก็บเงิน พนักงานห้าง เด็กส่งเดลิเวอรี่ และพวกที่ไม่ต้องใช้วุฒิล่ะ ก่อสร้าง ใช้แรงงานหนัก มีอีกเยอะเลย บางส่วนที่รูปร่างหน้าตาดี ก็กระจายอยู่ตามแหล่งท่องเที่ยวในกรุงเทพฯ และนอกกรุงเทพฯ แต่ทั้งหมดเมื่อทำงานได้เงินมาก็ส่งให้ทางบ้านใช้ ตัวเองก็เก็บไว้เล็กน้อยพอค่ากินค่าเช่าบ้าน อาตมายกย่องในความกตัญญูเค้า น่านับถือจริงๆ เค้ารักพ่อแม่รักครอบครัวรักพี่รักน้อง รักญาติพี่น้อง มากๆ อาตมาสังเกตุดูหลายคนแล้วแน่นแฟ้นจริงๆ แต่คนกรุงเทพซะอีก ที่ชอบดูถูกเค้า เห็นเค้ามีการศึกษาน้อยใช้แรงงานก็ด่าว่าบ้างล่ะ ไอ้บ้านนอก สารพัดฯลฯ เห็นกะตาอาตมาเดินผ่านร้านอาหารร้านหนึ่ง เห็นเจ้าของร้านด่าลูกจ้าง สาดเสียเทเสียเลย เด็กคนนั้นก็ยืนตัวลีบเลย บางทีมีอะไรก็ควรจะคุยกันด้วยเหตุผล ลดการด่าว่าและดูถูกเค้าได้แล้ว แท้จริงแล้วคุณค่าความเป็นคน บางคนสู้เค้าไม่ได้เลยแม้แต่น้อย ฉะนั้นเราควรปรับความคิดใหม่นะ ให้เกียรติคน เพราะเค้าก็เป็นคนเหมือนกัน คนอีสาน มีวัฒนธรรม มีความเชื่อของเค้า เค้ามีมรดกทางภูมิปัญญามากมายที่เราควรศึกษา อาตมาอยู่ที่นี่ไม่ถึงปี แต่อาตมาเก็บสิ่งต่างๆไว้มากมาย ความประทับใจต่างๆ บางครั้งอาตมาเปิดดูรูปที่ถ่ายไว้ดูทีละภาพ มันเป็นเรื่องราวที่โยมจะต้องไม่เคยเห็น จนอาตมาไม่สามารถเก็บสิ่งเหล่านั้นไว้ดูคนเดียวได้ นี่เป็นจุดเริ่มต้นของการทำเว็บไซต์วัดอีสานดอทคอม
วัดอีสานดอทคอม เป็นเว็บไซต์ 4 วัตถุประสงค์ คือ
1. เผยแผ่ธรรม อาตมาต้องการอนุรักษ์วัฒนธรรม ภูมิปัญญาชาวบ้าน มรดกทางวัฒนธรรมของเค้า คำกลอน นิทานชาดก และผลิตสื่อการสอนเพื่อการเรียนรู้พระธรรม ให้อยู่บนเว็บไซต์ เพื่อให้พระภิกษุและชาวพุทธทั่วไป ได้เรียนรู้ สิ่งต่างๆเหล่านั้น Knowlage base ในรูปแบบออนไลน์ E-learning อี- เลิอ์นนิ่ง และวิทยุออนไลน์ ฯลฯ ผ่านระบบอินเตอร์เน็ต
2. นำเทคโนโลยีสู่วัด ปัญหาต่อไป การแพร่ธรรมโดยอินเตอร์เน็ตจำเป็นมากสำหรับปัจจุบันเพราะสื่อนี้เข้าถึงกลุ่มคนได้ทั่วโลก 24 ชม. แต่ปัญหาที่พบคือพระในแถบภาคอีสานยังมีน้อยมากที่ใช้งานสื่ออินเตอร์เน็ตได้ อาตมาจึงต้องไปเชื่อมระบบอินเตอร์เน็ต และให้ความรู้เรื่องการใช้งานคอมพิวเตอร์และส่วนที่เกี่ยวข้องแก่พระภิกษุ และต้องใช้งานสื่อเหล่านั้นได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วย ทั้งนี้ก็เพื่อเพื่อชาวบ้าน เพื่อเด็ก เพื่อชาวพุทธ เพื่อศาสนาและเพื่อประเทศชาตินั่นเอง
3. ช่องทางประชาสัมพันธ์ระหว่างวัด และชาวพุทธ เว็บไซต์วัดอีสาน เป็นช่องทาง สำหรับติดต่อสื่อสาร แจ้งข่าวสาร ประชาสัมพันธ์ ระหว่างภิกษุทั่วภาคอีสาน และอาตมาเปิดโอกาสให้โยมได้รู้จักกับวัดแต่ละวัด รู้จักกับพระครูโดยตรง และติดต่อเรื่องการทำบุญได้โดยตรงกับวัดเหล่านั้น ไม่ใช่แค่นั้น รวมถึงศูนย์เด็กเล็ก โรงเรียน และเรายังได้เห็นโอกาสเห็นความเปลี่ยนแปลง จากเงินที่เราทำบุญไปแล้วจะไม่สูญเปล่าแน่นอน เพราะแต่ละวัดจะแสดงให้เห็นถึง วิสัยทัศน์ของวัด ในทุกแง่มุม รวมถึงการพัฒนาชุมชนโดยวัดเป็นศูนย์กลางอย่างเป็นรูปธรรม จริงๆ แล้ว ในสมัยก่อนวัดเป็นศูนย์กลางในการพัฒนามานานแล้ว ทั้งในด้านกระจายความรู้สู่ชุมชนทั้งผู้ใหญ่และเด็ก ศูนย์รวมจิตใจ ความเชื่อมั่น แต่ปัจจุบันบทบาทเหล่านี้เริ่มลดลงไป โยมรู้สึกแบบนั้นหรือไม่ ถ้าใช่ อาตมาอยากจะช่วยให้วัดเป็นแบบนั้นอีกครั้งแต่มันเป็นเรื่องยากมาสำหรับคนเพียงคนเดียว ทุกๆคนทุกๆฝ่ายต้องช่วยกันเราจึงจะได้เห็นภาพเหล่านั้น
4. TDC Plan อาตมาส่งเสริมพันธกิจชุมชนเข้มแข็ง Temple Development Center วัดเป็นศูนย์กลางในการพัฒนา ในทุกๆ ด้าน และเป็นส่วนช่วยในกระจายรายได้สู่ชุมชน ศูนย์เด็กเล็กก่อนวัยเรียนและโรงเรียนจะได้รับการพัฒนาด้านสื่อการสอนที่ทันสมัยขึ้นอีกด้วย อาตมามีความคิดอยู่อย่างนึงว่า เงินไม่ใช่คำตอบของทุกสิ่ง แต่เงินเป็นสิ่งจำเป็นของการมีชีวิตอยู่ในสังคม เป็นสิ่งที่ช่วยพัฒนาชุมชน สังคม และประเทศชาติให้อยู่รอดได้อย่างมีความสุข ในหมู่บ้านทางแถบชนบทอีสาน มีการประกอบอาชีพมากมาย อาชีพหลักคือการทำนา ส่วนอาชีพเสริม ก็เกิดขึ้นมากมายเช่นกัน ขึ้นอยู่กับทรัพยากรของหมู่บ้านนั้นๆ ทำอย่างไรเค้าถึงจะขายสินค้าที่เค้าผลิตในหมู่บ้านได้ อยากช่วยจังแต่เป็นพระจะไปช่วยโยมขายของได้ไง จริงมั้ย แต่จริงๆแล้วอาตมาขายของโดยใช้ตัวช่วยต่างหาก ช่วยให้เค้าได้เจอกันด้วยเทคโนโลยี โดยที่ไม่ใช่เรื่องเหลือบ่ากว่าแรงของพระเลยทำได้ง่ายๆไม่ยากถ้ารู้จริง การช่วยเหลือคนในทางที่ถูกคือการส่งเสริมให้เค้าพึ่งพาตัวเองได้ ไม่ใช่การไบ้หวยถูกมั่งโดนกินมั่ง มันเป็นการสนองตัณหาเค้าให้ฟูขึ้นซะมากกว่า 15 วันที คิดเลขที บริหารสมอง บริหารหัวใจตื่นเต้นไง ลุ้นทุกงวด มันเสี่ยงนะรู้มั้ยเสียสุขภาพเดี๋ยวหัวใจวายไม่รู้ตัว หรือเสกของขลัง หรือคอยนั่งแก้ปัญหาชีวิตครอบครัว "สามีฉันหนีไปแล้วค่ะพระคุณเจ้าช่วยที" จะให้พระทำไงล่ะวิ่งไปตามหรือ ก็ไม่ได้ พระก็ได้แต่ผ่อนคลายให้เค้าสบายใจในเบื้องต้น ปัญหาอีกมากมาย สารพัดพระรับแก้ปัญหาที่ปลายเหตุมาเยอะแล้ว นั่นเป็นการแก้ปัญหาที่ไม่ถูกจุด จริงหรือไม่ อาตมาพอมีความรู้บ้างเรื่องการขายสินค้าและบริการผ่านเว็บไซต์และเชื่อแน่ว่ามีหลายเว็บไซต์ที่อยากจะทำบุญโดยฝากลิงค์เว็บไซต์ วัดอีสาน.คอมแห่งนี้ แต่ในกระบวนการบางจุดดูเหมือนมันจะเป็นปัญหาคือ การนำเอาสินค้า จากเกษตรกร ไปวางขายให้กับผู้บริโภค อาตมาอยากให้เค้าได้กำไรเต็มเม็ดเต็มหน่วย ไม่อยากให้ผ่านพ่อค้าคนกลาง หากสหกรณ์ ห้างสรรพสินค้า หรือร้านขายของ ต่างๆ ติดต่อกันโดยตรงเลย จะให้ไปส่งวันไหนที่ไหนอย่างไรก็ว่ามาอาตมาเป็นตัวกลางให้ ถือว่าทำบุญกับผู้ที่สมควรทำบุญ และเป็นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุด้วย และยังลดปัญหาการโกงชาติในการจำนำข้าวได้อีก ประโยชน์หลายต่อ และได้สินค้าที่ดีมีคุณภาพของแท้ สินค้าชนิดแรกที่อยากให้เค้าขายได้ คือ "ข้าวหอมมะลิ" คนกรุงเทพฯ จะมีสักกี่คนที่ได้กินข้าวหอมมะลิแท้ๆ100% ที่นุ่มลิ้นมาก มีกลิ่นหอมเหมือนใบเตยอ่อนๆ หอมมะลิจริงๆ ตั้งทิ้งไว้เช้ายันเย็นก็ยังหอมนุ่มเหมือนเดิม ข้าวหอมมะลิที่ขายอยู่ในท้องตลาดตั้งแต่เด็กจนโตอาตมาก็เคยกินข้าวมาก็มาก เพิ่งจะได้เคยฉันข้าวหอมมะลิของแท้ที่อร่อยที่สุดก็ตอนอยู่ภาคอีสานนี่แหละ รับรองโยมไม่มีโอกาสได้กินแน่ๆ เพราะเค้าส่งนอกหมดชาวนาเค้าก็ไม่กินข้าวหอมมะลิ กินข้าวเหนียวซะส่วนใหญ่ และส่วนใหญ่คนที่ซื้อข้าวจากชาวนาคือโรงสี ขายข้าวได้ราคาถูกไม่คุ้มเลยกับค่าปุ๋ยค่าแรงคนงานเกี่ยวข้าว ค่าอาหารเลี้ยงคนงานในแต่ละครั้งยังเสียไปเยอะกว่าอีก เห็นภาพบ้างรึยัง ฉะนั้นนี่เป็นโอกาสที่ดีที่คนกรุง จะได้สนับสนุนสินค้าจากเกษตรกรโดยตรง โดยที่ไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง ไม่ต้องผ่านการเจอปน และได้ช่วยเหลือคนเป็นการสร้างกุศลไปในตัว
to be continue
จำนวนผู้เข้าชมเว็บเพจ
|